Nerd Test result
คนอื่นเค้าทำกันก็ทำมั่ง
Add comment July 12th, 2008
This coup d’etat is not about Thaksin and anti-Thaksin. This coup d’etat is about Democracy and anti-Democracy.
ใครยังไม่ได้อ่าน ตอนหนึ่ง ควรไปอ่านก่อนครับ
ต้องบอกก่อนว่า ผมไม่ได้คิดเองนะครับ ตอนแรกอ่านเล่น ๆ ที่ wikipedia แล้วเห็นว่า proof ก็เลยมาแปลให้ฟังครับ เห็นยังไม่มีใครเขียนเป็นภาษาไทย การอ่าน proof ไม่เหมือนการอ่านนิยายนะครับ ไม่เหมือนการอ่านข่าว หรือ การอ่านบทความนะครับ บางทีประโยคเดียวต้องอ่าน หลายรอบนะครับ บางทีต้องอ่านแล้วหยุดคิดแล้วอ่าน บางทีต้องอ่านแล้วย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่ต้นใหม่ หาได้น้อยคนครับที่อ่านรวดเดียวเข้าใจเลย(ไม่นับพวกไม่คิดเชื่อง่าย) ทุกคำที่ไม่เข้าใจต้องย้อนกลับไปดูที่นิยาม (ผมนิยามทุกคำที่ผมใช้ในนี่ไว้ที่ ภาค หนึ่ง)
อันนี้คือสิ่งที่ผมจะพิสูจน์ 2) และ 3) จะ imply ว่า dictator exists
เริ่มที่ part ที่ไม่ค่อยเท่ก่อน
เอาล่ะเริ่มที่ เคลมนี้ก่อนว่า ถ้าผมพิสูจน์ Arrow’s Theorem สำหรับเคสที่มี 3 ตัวเลือกได้ ผมจะพิสูจน์ได้สำหรับทุกเคสที่มีตัวเลือกมากกว่า เท่ากับสาม
เหตุผลก็ด้วย mathematical induction กับ IIA ง่าย ๆ ว่า ตัดตัวเลือกออกตัวนึง จะได้เคสที่เราพิสูจน์ได้แล้ว ว่ามี dictator ที่dictate ผลของการเลือกตั้ง สำหรับเคสที่คนน้อยกว่า ได้ อยู่หลายคน แล้วก็แค่พิสูจน์ว่าที่เราคิดว่าหลายคนนั้นเนี่ยเป็นคนเดียวกัน สองคนจะ กำหนด order ของ dictator ของคนที่สามได้
นั่นคือ สมมติว่าเราคิดเคสสี่ตัวเลือก A B C D แบ่งเป็นสาม dictator (เขียนแค่สอง เพราะพอแล้ว) ตัดตัวเลือกออกไป แล้วใช้ IIA นั่นคือ ลำดับของตัวเลือกที่เหลือไม่เปลี่ยน
เพราะฉะนั้น เราได้รู้หลายอย่างเลยว่า 1 กับ 2 ต้องเป็นคนเดียวกันเพราะว่า ไม่งั้นเค้าเถียงกันเรื่องลำดับของ B กับ C
เพราะฉะนั้นมี dictator คนเดียวและคนนั้น dictate ลำดับของ A B C และ D ได้ QED.
เอาล่ะ คราวนี้มา part สุดเท่ ผมอ่านทีแรกแล้วช้อบชอบ
คราวนี้ผมจะมา prove ว่า เคส 3 ตัวเลือกเนี่ยถ้า 2) กับ 3) เป็นจริง แล้วจะมี dictator
เพื่อความง่ายต่อการพิมพ์ผมจะให้ ตัวเลือกทั้งสามเนี่ยเป็น A B C นะครับ
จำสัญลักษณ์นี้ไว้นะครับ
F( R_1 , R_2 , … R_n) = Q
เริ่มที่การพิจารณา เคสแรก ทุกคนชอบ B มาก
นั่นคือ สำหรับทุก R_i จะเป็น form ของ B > ? > ? ลำดับของ A กับ C ไม่สน
ในเคสนี้เนื่องจากทุกคนชอบ B มากกว่าทุกอย่าง Q หรือผลลัพธ์ของการเลือกตั้งต้องบอกว่า B ชนะ โดย Pareto(2)
นั่นคือ Q = B > ? > ?
คราวนี้เปลี่ยนนะครับ เป็นเคสที่สอง ทุกคนเกลียด B สุด ๆ
นั่นคือสำหรับทุก R_i จะเป็นแบบ ? > ? > B
โดยเหตุผลคล้าย ๆ กับข้างบน(pareto) Q = ? > ? > B
คราวนี้ เริ่มจากเคสแรก ถ้าผมค่อยเปลี่ยนลำดับของ B จากบนสุด(ทุกคนชอบ) มาเป็นล่างสุด(เกลียดสุด) ของ R_1 … R_n ทีละคนแล้วผมดูว่า Q เป็นอะไรบ้าง
สังเกตว่าผมไม่เอา B ไปใส่ตรงกลาง และ ไม่แตะลำดับของ A กับ C นะครับ
เคลมของผมคราวนี้ที่ผมจะพิสูจน์คือใน Q เนี่ยจะไม่มี B อยู่ตรงกลางเลยในการเปลี่ยนลำดับของผม นั่นคือ Q จะเปลี่ยนลำดับ ของ B จากข้างบนเป็นข้างล่างทันทีเมื่อผมผ่าน คนที่ R_m (ตั้งชื่อไว้เรียกก่อน)
ผมจะพิสูจน์ด้วย contradiction นะครับ
เริ่มด้วยว่า สมมติว่าเมื่อผมเปลี่ยน B จากข้างบนเป็นข้างล่างของคุณ R_m ปุ๊บ B ใน Q เปลี่ยนไปอยู่ตรงกลาง
นั่นคือในสถานการณ์นี้
R_1…R_m-1 เนี่ยเกลียด B สุด ๆ เป็น ? > ? > B
R_m+1…R_n เนี่ยชอบ B สุด ๆ เป็น B > ? > ?
และคุณ R_m เจ้าปัญหา เกลียด B เป็น ? > ? > B
แล้ว Q เนี่ยก่อนที่ R_m จะเกลียด B(R_m = B > ? > ?) เป็น B > A > C (ลำดับของ A กับ C ไม่ค่อยสำคัญ สำคัญแค่ B อยู่บนสุด ด้วย definition ของ R_m) without loss of generality (หมายถึงถ้าจะ prove เคสที่เหลือก็สลับ C กับ A และเปลี่ยน C กับ A ใน proof ตามสมควร)
และหลังเปลี่ยนเป็นชอบเนี่ย เป็น A > B > C (ลำดับของ A กับ C ต้องเหมือนเดิม เพราะ IIA เราเปลี่ยนแต่ B ไม่ได้เปลี่ยนลำดับ A กับ C) เรียกอันนี้ว่า เคสที่ 3
คราวนี้ เราสมมติว่า ทุกคนเปลี่ยนมาชอบ C มาชอบมากกว่า A ทุกคน(แต่ไม่แซง B) ดังตัวอย่างข้างล่าง
อย่างเช่นเมื่อก่อน เป็น A > C > B (อยู่ในกลุ่ม R_1…R_m) เปลี่ยน เป็น C > A > B
หรือเมื่อก่อน เป็น C > A > B (อยู่ในกลุ่ม R_1…R_m) ก็ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเป็น C > A > B เหมือนเดิม
หรือเมื่อก่อน เป็น B > A > C (อยู่ในกลุ่ม R_m+1…R_n) ก็เปลี่ยนเป็น B > C > A
หรือเมื่อก่อน เป็น B > C > A (อยู่ในกลุ่ม R_m+1…R_n) ก็ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเป็น B > C > A เหมือนเดิม
ดูจากข้างบนจะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนมาขอบ C มากกว่า A ของทุกคนเนี่ยเนี่ยเราไม่ได้เปลี่ยนลำดับของ A กับ B หรือ B กับ C ของใครซักคนเลย (เทียบกับเคส 3 )
ลองมาดูซิว่า Q เป็นอะไรได้บ้าง ก่อนอื่นเรารู้ว่า Q ต้องชอบ C มากกว่า A เพราะว่าทุกคนชอบ C มากกว่า A ( pareto)
คราวนี้มาดูซิว่า B จะต้องอยู่ไหน ถ้าเราเทียบกับ เคส 3 เนื่องจากเราไม่ได้เปลี่ยนลำดับของ A กับ B ลำดับของ A กับ B ของ Q ในเคส 3 กับเ คสนี้ต้องเหมือนกัน(โดย IIA) เพราะฉะนั้นเราได้ว่า Q ต้องชอบ B น้อยกว่า A
คราวนี้ถ้าเราใช้เหตุผลเดียวกันกับ ลำดับของ C กับ B ก็จะได้ว่า Q ต้องชอบ B มากกว่า C
สรุปเราได้มาสามอันว่า C > A , A > B , B > C ซึ่งเป็นไปไม่ได้
นั่นคือ สองอันแรกจะบอกว่า Q = C > A > B
อันแรกกับอันที่สามจะบอกว่า Q = B > C > A
ซึ่ง Q มีได้ค่าเดียวเพราะฉะนั้น สิ่งที่เราสมมติ ว่า R_m จะเปลี่ยน B ไปอยู่ตรงกลางของ Q เป็นไปไม่ได้
สรุปก่อนว่า ตอนนี้เราได้ว่าถ้าเราเปลี่ยนความชอบของ B ของแต่ละคนจากข้างบนไปล่าง เนี่ยจะไม่มี เลยที่ B จะไปอยู่ตรงกลางของ Q นั่นคือ B เปลี่ยนจากข้างบนเป็นข้างล่างทันที จำอันนี้ไว้
เกือบจบละ
คราวนี้เราจะใช้ที่เราเพิ่งพิสูจน์กันให้เป็นประโยชน์ ดูว่ามันสอนอะไรเรา
คราวนี้ผมจะนิยาม R_m ใหม่ว่าแทนที่จะเป็นคนที่ทำให้ B มาอยู่ตรงกลาง เป็นคนแรกที่จะทำให้ B มาอยู่ข้างบน
นั่นคือ
R_1…R_m-1 เนี่ยเกลียด B สุด ๆ เป็น ? > ? > B
R_m+1…R_n เนี่ยชอบ B สุด ๆ เป็น B > ? > ?
และคุณ R_m เจ้าปัญหา เนี่ย ถ้า B อยู่ข้างบน เป็น B > ? > ? แล้ว Q = B > A > C เรียกเคสนี้ว่าเคสที่ 4 (without loss of generality ผมเอา A ขึ้น ก่อน C)
แต่ถ้าคุณ R_m เจ้าปัญหาเนี่ยเอา B อยู่ข้างล่างเป็น ? > ? > B แล้ว Q = A > C > B และเรียกเคสนี้ว่าเคสที่ 5 (ลำดับของ A กับ C ตามเคส 4 ด้วย IIA นั่นคือผมไม่ได้สลับลำดับ Aกับ C ของใครเลย)
คราวนี้ลองพิจารณาเคส คุณ R_m เอา B มาอยู่ตรงกลาง
R_1…R_m-1 เนี่ยเกลียด B สุด ๆ เป็น ? > ? > B
R_m+1…R_n เนี่ยชอบ B สุด ๆ เป็น B > ? > ?
และ R_m เลือก A > B > C
ลองดูซิว่า Q จะเป็นอะไรลองดูแค่ ลำดับของ A กับ C
เคสนี้ง่ายครับ เพราะ ผมไม่ได้สลับลำดับของ A กับ C ของใครเลย ในเคสนี้กับเคสที่ 4 เพราะฉะนั้น A > C (โดย IIA ) เหมือนที่ R_m เลือก
คราวนี้ถ้าเป็นเหมือนเดิมแต่ R_m เลือก C > B > A ล่ะ นั่นคือ
R_1…R_m-1 เนี่ยเกลียด B สุด ๆ เป็น ? > ? > B
R_m+1…R_n เนี่ยชอบ B สุด ๆ เป็น B > ? > ?
และ R_m เลือก C > B > A
คราวนี้ผมใช้ IIA เทียบกับลำดับ C กับ A ในเคส 4 ไม่ได้ละเพราะว่า ผมสลับลำดับ C กับ A ของ R_m แต่ว่า…
ถ้าเทียบกับเคส 4 ผมไม่ได้สลับลำดับ B กับ A เพราะฉะนั้น ด้วย IIA เราได้ว่า B > A
และเทียบกับเคส 5 ผมไม่ได้สลับลำดับ B กับ C เพราะฉะนั้นด้วย IIA เราได้ว่า C > B
รวมสองอันเราได้ว่า C > B > A หรือเราสนใจแค่ลำดับ ของ A กับ C คือ C > A เหมือนที่ R_m เลือก
สรุปได้ว่า R_m เลือกลำดับของ A กับ C ได้ ถ้าตำแหน่องของ B เป็นตามที่ผมบอก
แต่ว่าด้วย IIA ลำดับของ A กับ C เนี่ยไม่ควรขึ้นอยู่กับว่า R ต่าง ๆ จะชอบหรือเกลียด B ยังไงด้วย
เพราะฉะนั้นบอกได้ว่า R_m กำหนดลำดับของ A กับ C ได้ หรือบอกได้ว่า
มีคนที่กำหนดลำดับA กับ C ได้
เกือบจบจริง ๆ ละ
ด้วยการ พิสูจน์แบบเดียวกัน (เปลี่ยนชื่อ A B C เฉย ๆ ) จะได้ว่า
มีคนที่กำหนดลำดับ B กับ C ได้ เรียกว่า คุณ B-C
และมีคนที่กำหนดลำดับ A กับ B ได้ เรียกว่าคุณ A-B
และมีคนที่กำหนดลำดับA กับ C ได้ เรียกว่าคุณ A-C
คราวนี้เราก็เหลือให้พิสูจน์ง่าย ๆ ว่า สามคนนี้เป็นคนเดียวกัน
อันนี้ง่ายมากครับ เพราะว่า ถ้าเราพิจารณาว่า ถ้าคุณ A-C กับ กับ คุณ A-B เลือกลำดับตัวใครตัวมันแล้ว คุณ B-C อาจจะไม่มีสิทธิเลือก เพราะลำดับ B กับ C ถูก fixed แล้ว (อย่างเช่น A > C กับ A < B จะสรุปได้ว B > C โดยที่คุณ B-C ยังไม่ได้เลือก)
เพราะฉะนั้น ต้องมีคนนึงใน คุณ A-C กับคุณ A-B ที่เลือกลำดับ B - C ได้ ไม่ว่าจะเป็นใครพอบังคับลำดับได้สองอันแล้ว อีกคนนึงจะไม่มีสิทธิเลือกเพราะฉะนั้น ทางเดียวที่จะเป็นไปได้คือ ทั้งสามคนนี้คือคนเดียวกัน
เพราะฉะนั้นผมพิสูจน์ได้ว่า dictator exists สำหรับ เคส 3 ตัวเลือก
และใช้ induction ที่ผมโชว์ไว้ข้างบนก็จะบอกได้ว่า dictator exists สำหรับเคสมากกว่าหรือเท่ากับ 3 ตัวเลือก ( 2 รอด)
proof นี้เอา idea มาจาก proof ของคุณ John Geanakoplos ผมมอบ proof นี้ให้เป็น public domain ครับ(จริง ๆ มันเป็นอยู่แล้ว proof ทางคณิตศาสตร์ทุกอัน copyright และ patent ไม่ได้) (เดี๋ยวว่าง ๆ จะเอาไปแปะบน wikipedia ของไทย)
Add comment July 12th, 2008
เรื่องนี้คิดอยู่นานว่าเขียนดีไม่เขียนดี เพราะเดาว่าเขียนไปคนที่อ่านรู้เรื่องคงมีไม่กี่คน ต้องเป็นคนที่เข้าใจ logic พอสมควรทีเดียวที่จะอ่านแล้วเข้าใจได้ ผมว่ามีน้อยคนที่จะอ่านรู้เรื่อง เพราะฉะนั้นอ่านไม่รู้เรื่องไม่ต้องเสียใจครับ แต่เห็นว่าไม่เคยมีใครเขียนเรื่องนี้เป็นภาษาไทย ก็เลยเขียนไว้เผื่อมีคนอยากรู้
การเลือกตั้ง ลงคะแนนเสียง จริง ๆ แล้วก็คือคือ การจัดลำดับความชอบของคนในสังคมแบบที่ make sense ตรงสัญชาตญาณ หรือ ที่หลาย ๆ คนเรียกว่า common sense จะบอกว่าอย่างนั้น แต่ที่จริงแล้วมันสามารถพิสูจน์ได้ว่า การเลือกตั้งมันไม่ค่อย make sense (ถ้ามีตัวเลือกตั้งแต่สามคนขึ้นไป) เท่าไหร่ เอาล่ะพูดแล้วงง ผมจะพูดให้ชัดเจนขึ้นนะครับ พยายามเอา ความยากทางเทคนิคออกไปทำให้ อาจจะทำให้บางที่ไม่สมบูรณ์ได้
เอาละมาเข้าใจก่อนว่า การเลือกตั้งเนี่ยแปลว่าอะไร สมมติว่ามีคนสามพรรค มาสมัครรับเลือกตั้ง พรรค A พรรค B และ พรรค C ให้คนเลือกเลยว่าชอบพรรคไหนมากกว่าพรรคไหนลำดับอย่างไร
อย่างเช่น ผมอาจจะชอบ A มากกว่า B มากกว่า C ( A > B > C) เป็นต้น ผมจะเรียกสิ่งนี้ว่า Preference (ลำดับความชอบ) และแทนมันด้วยตัว R
ถ้ามีหลายคนผมก็จะเรียกว่า R_1 , R_2 , R_3 …. ไปหมายถึง ความชอบของคนที่หนึ่ง คนที่สอง คนที่สาม และ ไปเรื่อย ๆ เพื่อเป็นความสั้นผมจะเรียกมันทั้งหมดว่า R_i
คราวนี้การเลือกตั้งถ้าคิดดี ๆ มันก็แค่ การเอา ความชอบของทุกคน ( R_i ) มาแล้วคิด ๆ ๆ ๆ แล้วได้ ความชอบของสังคมออกมา Q อย่างเช่น Q = B > A > C เป็นต้น ผมเลือกใช้ การเลือกตั้งว่า F เพราะฉะนั้นเขียนสั้น ๆ ว่า F(R_1,R_2,….) = F(R_i) = Q
คราวนี้ลองถามซิว่าการเลือกตั้งที่ ยุติธรรมและ make sense มีอะไรบ้าง นั่นคือ F ต้องทำอะไรบ้าง
ถ้างงสมมติว่า สังคมบอกว่า ชอบ ส้มตำ มากกว่า ลาบ โดยที่ผมโหวตไปว่า ผมชอบ ลาบ > ส้มตำ > น้ำตก คราวนี้สมมติว่าผมเปลี่ยนใจชอบน้ำตกสุด ๆ เปลี่ยนโหวตผมเป็น น้ำตก > ลาบ > ส้มตำ โดยผมก็ยังชอบลาบมากกว่าส้มตำอยู่ดี เพราะฉะนั้น ผมความชอบของสังคมระหว่าง ส้มตำกับลาบ ไม่ควรจะเปลี่ยน
สามข้อนี้ ดูออกจะ make sense เข้าท่า ว่าเป็นข้อบังคับง่าย ๆ ของการเลือกตั้งที่ควรจะเป็น แต่….มันพิสูจน์ได้ว่า สามข้อนี้เป็นจริงพร้อมกันไม่ได้
นั่นคือพิสูจน์ได้ว่า PE กับ IIA เป็นจริง จะมีคนที่กำหนดผลการเลือกตั้งได้ (ไม่ต้องซื้อเสียงด้วย ไม่ต้องใช้ม.7 ด้วย) การพิสูจน์จะตามมาในตอนสองนะครับ เดี๋ยวจะอ่านกันเหนื่อย เพราะบางคนอาจจะไม่สนใจพิสูจน์ ก็เลยแยกเป็นสองตอนให้ แต่ผมว่าเป็นการพิสูจน์ที่ค่อนข้างเท่มากนะครับ (คำว่าพิสูจน์ในที่นี้คือพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ ไม่ใช่การพิสูจน์แบบ “เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า” นะครับ )
ตอนสองอยู่นี่ครับ
Add comment July 9th, 2008
หมู่นี้ผมเริ่มคิด ได้หลายอย่าง ว่าปัญหาที่ผมว่าไร้สาระทั้งหลายเนี่ย เกิดจากการที่คนฟังแล้วไม่ค่อยคิด ฟังแล้วเชื่อ เชื่อว่าทำตามที่เค้าบอกเป็นการทำดี การทำดีเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะฉะนั้้น เราต้องทำตามที่เค้าบอก ดีครับแต่เสียอย่างนึงลืมถามตัวเอง ไปว่าที่เค้าบอกว่าดี เนี่ยดีจริงหรือเปล่า หรือแค่มั่วว่าดีหลอกให้เราทำ
แต่จะว่าว่าทำอย่างนั้นโง่ ก็ไม่ค่อยถูกอ่ะครับ ผมให้เครดิตคนที่ทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าเป็นการทำดีด้วยเจตนาดี ว่านั่นคือการทำดีจริงๆ ไม่ว่าการกระทำที่เค้าว่าเป็นการทำดีเนี่ยจะก่อให้เกิดผลเสียขนาดไหน จะเข้าใจถูกเข้าใจผิดอะไรเราไม่ว่ากัน เอาเจตนาเข้าว่า
มาเรื่องโลกร้อนละกันครับ ผมฟัง talk เรื่องโลกร้อนจาก Expert ในเรื่องนี้ที่ Caltech ซักคนนึง ได้รางวัลมากมายในการ Promote รณรงค์ให้คนตระหนักเรื่อง Global Warming ใน Talk ของเค้า เค้าได้ตอบคำถามนึงที่ผมสงสัยมาน้าน นาน นาน นานแล้ว ว่า โลกร้อนมันไม่ดียังไงหรอ เรา assume ไปว่าการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามเป็นการเปลี่ยนแปลงที่แย่ลงเสมอ หรือเปล่า
เขาบอกว่าอย่างนี้อ่ะครับ ว่าโลกร้อน น้ำแข็งละลาย น้ำท่วมเมือง คนที่อยู่ตามที่ที่น้ำจะท่วมจะไม่มีที่อยู่ นั่นแหละครับเหตุผล แล้วเค้าก็โชว์กราฟ สุด Classic ว่าน้ำทะเลกำลังสูงขึ้นนะ Argument เค้าเข้าท่านะว่าถ้าเมืองต่าง ๆ หายไปเพราะน้ำท่วมเนี่ยก็เดือดร้อนกันพอสมควร แต่การเสนอกราฟเนี่ยหลอกตาเป็นบ้า เอารูปสุด classic ก่อน
![]()
การดูกราฟแบบนี้เนี่ย ต้องถามก่อนว่า ช่วงเวลา(time scale)ที่เราควรพิจารณาคืออะไร และขนาดของความเปลี่ยนแปลง(length scale of sea rise)ที่เราควรดูคืออะไร มิเช่นนั้น จะเข้าใจผิดมันได้ สำหรับกราฟนี้ มันมี 2 effect ที่ต้องดูคนละ time scale ด้วยกัน นั่นคือ
ice age cycle หรือวงจรยุคน้ำแข็ง ที่เกิดขึ้นใน scale ประมาณ ทุก 10,000 ปี และ ทำให้น้ำละเลเปลียน ใน scale เป็น 10 เมตร ดูตามกราฟข้างล่าง อันนี้เวอร์ชั่นซุม 9000 ปีหลังสุด
![]()
เอาเวอร์ชั่น 2หมื่นกว่าปี จะเห็นความน่ากลัวของแท้ 100 เมตร(คนสูงแต่เมตรเศษ ๆ) ใน 10,000 ปี
![]()
และอีก effect หนึ่งคือ คนทำซึ่งเกิดขึ้นในเสกลประมาณ 100 ปี ทำน้ำทะเลเพิ่มขี้นใน เสกล 20 เซนตามกราฟอันแรก แต่ว่าสิ่งที่ควรเปรียบเทียบจริง ๆ คือ อัตราการเพิ่มขึ้นของ ทะเล ก่อน industrial revolution กับ หลัง industrial revolution ซึ่งผมยังไม่เคยเห็นอาจจเป็นเพราะว่า ก่อน industrial revolution เนี่ยยังไม่มีเครื่องมือและความสนใจที่จะวัดระดับน้ำทะเลละเอียดเป็น เซ็นติเมตร
*ถ้าสงสัยว่าแล้วเค้ไปเอาระดับน้ำทะเลหมื่นปีก่อนมาได้ไง เค้าดูจากหินดินเอาอ่ะครับ เพราะฉะนั้น ความละเอียด(resolution) ของ time scale ของ มันก็ไม่มาก วิธีต่างกันอ่ะครับ
คราวนี้ถ้าเรา extrapolate 100 ปี 20 เซนแบบโง่ ๆ นั่นคือคิดว่ามันจะเพิ่มอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ ไม่มี กลไกป้องกันการเปลี่ยนแปลงของโลก(อย่างน้อยก็มีว่าน้ำแข็งหมดโลกอัตราการเพิ่มก็จะเหลือแค่ Thermal expansion) ก็จะเป็น 10,000 ปี 20 เมตร เพราะฉะนั้นสรุปได้คร่าว ๆ ว่า อย่างมาก นั่นคือ ฝีมือเรา+ธรรมชาติ ตอนนี้ อย่างมากก็แค่ 1 ใน 5 ของที่ธรรมชาติจะทำได้
ตอนนี้คุณก็อาจจะบอกว่า ก็ทำตามที่เค้าบอกช่วยกันลด CO2 ไม่เห็นจะมีผลเสียอะไรเลย นั่นคือ มีแต่ได้กับเท่าตัว อันนี้เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกครับ
ของข้างล่างนี้ผมไปเอามาจาก http://www.financialpost.com/story.html?id=569586&p=1
จุดอ่อนคือ CO2 เนี่ยเป็นฐานหลักของการอยู่รอดของทุกอย่างบนโลกนี้อ่ะครับ มันเป็นสิ่งสำคัญในการสังเคราะห์แสงของพืช ตอนที่เค้าเย้ว ๆ กันเรื่อง Global Warming เนี่ย ก็มีนักวิทยาศาสตร์เป็นหมื่นคนใน อเมริกาเซ็น peition ว่าอย่าเพิ่งด่วนไปลด Carbon นะเอาใช้ชัวร์ก่อนเพราะว่า CO2 เนี่ยมันสำคัญต่อการดำรงชีวิตของทุกอย่างในโลกนี้นะ
“Higher CO2 enables plants to grow faster and larger and to live in drier climates. Plants provide food for animals, which are thereby also enhanced. The extent and diversity of plant and animal life have both increased substantially during the past half-century.”
เร็ว ๆ นี้ NASA ถ่ายรูป Biosphere ของโลกมา มันคือ ตัววัดว่าตรงไหนเพาะปลูกได้บ้าง และได้ดีขนาดไหน ผลปรากฏว่า ด้วย CO2 ที่เพิ่มขึ้น ที่ที่เพาะปลูกได้เพิ่มขึ้น 110 ล้านตารางกิโลเมตร เพิ่มขึ้น 6% จาก 20 ปีที่แล้ว ถามเหมือนเดิมว่ามันเป็นฝีมือเราหรือเปล่าก็บอกไม่ได้อ่ะครับ เพราะว่า Data นี้มันเพิ่งมีประมาณปี 1980 นั่นคือ ก่อนหน้านั้น ไม่มีดาวเทียมและยังไม่รู้วิธีวัด อ่ะครับ
สิ่งที่ผมอยากจะบอก ไม่ใช่ให้ตั้งหน้าตั้งตา เพิ่ม CO2 กับเถอะจะได้ปลูกข้าว ปลูกผักกินได้เยอะ ๆ แต่ คือ กลไกการ response ของโลกเนี่ยน่าสนใจมากนั่นคือ CO2 เพิ่ม ต้นไม้ หรือ ตัวกำจัด CO2 ก็เพิ่ม นั่นคือโลกเนี่ยมี Buffer mechanism เช่นกัน
และที่อยากจะบอกอีกอย่างก็คือ การที่เราตั้งหน้าตั้งตาทำตามที่เค้าบอกว่าเป็นการทำดี (จะสีอะไรก็ตาม เขียว แดง เหลือง ขาว ฟ้า ส้ม ม่วง) คิดให้แน่ใจก่อนนะครับว่าเป็นการทำดีจริง ๆ มิเช่นนั้นผลที่อออกมาอาจจะไม่ได้สิ่งที่คุณจินตนาการว่าเป็นผลจากสิ่งที่คุณเชืื่อว่าเป็นการทำดีก็ได้นะครับ ควรไตร่ตรองก่อน และควรพร้อมที่จะเปลี่ยนสี เมื่อคุณเห็นว่าสีที่คุณอยู่เนี่ย ไม่ใช่สีที่คุณเห็นด้วย ฟังเหตุผลคนอื่นและยอมรับว่าเหตุผลข้อมูลตัวเองมั่วห่วย เมื่อถึงเวลา
กลับมาเรื่อง Carbon นะครับทั้งนี้ทั้งนั้น ผมเชื่อว่า ไม่ว่าคุณจะช่วยลด Carbon หรือ ช่วยเพิ่ม Carbon ผมเชื่อว่าฝีมือคนเมื่อเอาพวก Buffer mechanism เข้าไปคิดแล้ว มนุษย์แทบไม่ได้ทำให้ ผลลัพธ์ ที่กลัว กันทั้งน้ำท่วมโลก ละ ขาดอาหาร มันกระเตื้องไปทางไหนเลยอ่ะครับ วางใจได้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมเห็นว่าการตื่นตัวเรื่องนี้เป็นเรื่องดีนะครับว่า เราได้เข้าใจว่า เราก็ manipulate ice age ทั้งหลายด้วยการ emit CO2 ได้เหมือนกัน
Credit: รูปผมไปเอามาจาก wikipedia ครับ
Add comment June 9th, 2008
ถามทั้งสองสีอ่ะครับ ว่าวันไหนที่สีเขียวเค้า “เสือก” คุณจะจับมือกับสีตรงข้ามไล่สีเขียวออกไปหรือเปล่า
Add comment June 2nd, 2008
พี่ที่โรงเรียนเค้าชวนไป เวียนเทียน ผมว่างไม่มีอะไรทำก็ไป แต่ผมไม่ได้มีความเชื่ออะไรในศาสนาพุทธมากมาย ผมเห็นว่ามันเป็นปรัชญาใช้ได้อันนึง แต่ขยะ(อภินิหาร เพ้อเจ้อ) เยอะเหลือเกิน
คุยกับพี่ที่เค้าชวนผมไป ก็ได้คุยว่า สวรรค์นรก มีจริงหรือไม่ ผมไม่รู้ แต่พี่เค้าบอกว่า มีสิ มีคนนั่งสมาธิเห็นแล้ว
มันเป็น logical flaw แบบว่า ถ้าผมฝันเห็นผมตาย ผมจะตายหรือเปล่า หรือถ้าผมฝันเห็นว่าผมกลับอยู่เมืองไทย ผมจะไปอยู่เมืองไทยหรือไม่
เนื่องจากเป็น scientist ก็เลยบอกพี่เค้าว่า พี่ครับลองไปถามคนที่บอกว่าเห็นนรกแล้วนะครับ หลาย ๆ คนนะครับ โดยถามว่า
ยมทูตใส่กางเกงสีอะไร (รอคนลองอยู่นะครับ ใครรู้จักคนใกล้ตัวที่อ้างแบบนี้ ช่วยถามให้ด้วยครับ) อยากรู้จริง ไม่ได้ลบหลู่ครับ
และอีกข้อคือ กระทะทองแดง มีหูจับ หรือเปล่า และมีกี่อัน ถ้ามีหลายแบบบอกด้วยมีแบบไหนบ้าง (เผื่อยมทูตเปลี่ยนวันแล้วเปลี่ยนกางเกง)
จำไม่ได้ให้โอกาส นั่งสมาธิไปดูใหม่
ถ้าตอบไม่ตรงกันซักคน ก็มั่วแน่นอนครับว่าเห็น
ถ้าตอบตรงกันต้องระวังการ แปลอ่ะครับว่า เป็นผลจากการรับรู้รูปตามการ์ตูนหรือเปล่าว่ายมทูตใส่กางเกงสีอะไร
ตอนแรกจะถามว่าต้นงิ้วสีอะไรแต่เดาว่าคำตอบคงเป็นผลจากการรับรู้ตามกำแพงวัด หรือการดูดราก้อนบอลล์
จริง ๆ stand ของผมเรื่องนรก สวรรค์ พวกนี้ คือ ผมไม่สน (Occam’s razor)
ผมทำสิ่งที่ผมคิดว่าดี ไม่ใช่เพราะผมอยากขึ้นสวรรค์
ผมไม่ไปทำชาวบ้านเดือนร้อน ไม่ใช่เพราะผมกลัวตกนรก
แต่ผมว่าผมทำแล้วสบายใจดีออก ทำให้คนอื่นมีความสุข บริจาคออกเงินออกแรงช่วยให้เด็กมีที่เรียน ช่วยให้คนมีข้าวกิน ผมทำแล้วสบายใจดีออก
ถ้าคุณไม่ทำชั่วเพราะกลัวตกนรก แปลว่าคุณอยากทำชั่วอยู่ ไม่ใช่หรือ
เช่นเดียวกัน ผมไม่ได้ทำตามกฏหมายเพราะผมกลัวติดคุก ผมไม่ทำสิ่งที่ผมจะทำให้คนอื่นเดือดร้อน แล้วกฏหมายดันเห็นตรงกับผมต่างหาก
นั่นแหละ ตอนตรารัฐธรรมนูญควรคิดแบบนี้นะครับ เพราะ ไม่ใช่แค่คนเขียนเท่านั้น ที่ถูกบังคับโดยรัฐธรรมนูญ แต่เป็นทุกคนต่างหาก รวมทั้งคนที่ยังไม่เกิดด้วย
กลับมาที่ศาสนาพุทธ ถ้าดูว่าอะไรคือ concept ที่สำคัญที่สุดในศาสนาพุทธ
นั่นคือ การกลับชาติมาเกิด เพราะว่าถ้าไม่มี concept นี้แล้ว คำว่า ปรินิพพานจะไม่มีความหมายทันที
การกลับชาติมาเกิดสำหรับผม ผมคิดว่ามันเป็น mathematical induction แบบไม่มี base case อ่ะครับ นั่นคือ คนจะเกิดได้ชาตินี้เป็นอะไรก็ตาม ชาติที่แล้วต้องไปทำอะไรมาซักอย่าง
ดูจะไม่มีปัญหา จนย้อนกลับไป ว่า แล้วไอ้คน(สิ่งมีชีวิต)แรก มันเกิดมาได้ยังไง เพราะว่า ไม่มีชาติที่แล้ว
นั่นแหละ แต่ผมเชื่อว่าหลายคน นับถือศาสนาพุทธแบบเลือกเชื่อ ตัดปาฏิหารย์ เพ้อเจ้อขยะ non sense ออกไป เอาแต่หลักดำรงชีวิตที่ไม่ทำชาวบ้านเดือดร้อน หลักที่ผมชอบเรียกว่า หลักแบบ มึงไม่บอกกูก็รู้(วะ) ไม่รู้คนอื่นจะคิดได้ก่อนคนบอกเหมือนผมหรือเปล่า
ผมว่าคนที่เชื่อพระไตรปิฏกแบบ ตามตัวหนังสือว่าเป็น accurate history account และเป็น absolute truth เนี่ย กำลัง miss the whole point ของศาสนาพุทธอยู่นะครับ
ฝากไว้สำหรับวัน วิสาขบูชา Happy Birthday พระพุทธเจ้าครับ
1 comment May 20th, 2008
อย่าเอามาให้เลือกเป็น package อีกนะ
เอามาให้เลือกทีละข้อ ทีละมาตรา บัตรเลือกตั้งจะยาวขนาดไหนก็จะทนครับ จะได้ไม่สอดไส้มาตราอุบาทว์มาอีก
Add comment May 2nd, 2008
สมชาย’ ชี้ไม่จำเป็นต้องออกระเบียบคุมทรงผมนร.
กฏทรงผมเนี่ย มันเป็นประกาศคณะปฏิวัติสมัย รสช. นู้น ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ คนเขียนไม่ได้ถูกบังคับใช้ คนถูกบังคับใช้ไม่ได้ร่วมเขียน (นักเรียนส่วนใหญ่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งเพราะอายุไม่ถึงและพวกที่เขียนก็ไม่ได้ถูกเลือกมา คุ้น ๆ ว่าเหมือนอะไรซักอย่างไหมหว่า…)
แต่ก็ไม่เห็นด้วยเหมือนกันว่า โรงเรียนของรัฐจะมีสิทธิการออกกฏทรงผมอีก เหตุผลของผมก็ง่าย ๆ ว่า โรงเรียนควรจะเป็นที่ที่นักเรียน ควรเรียนรู้ freedom เรียนรู้การเป็น free thinker มิใช่ที่ที่เรียนรู้การที่ว่าโตไป ใครบอกอะไรแกก็ทำตามซะ ไม่ต้องคิด ผมว่าชุดนักเรียนก็ควรเลิก ใครอยากใส่ก็ใส่ใครไม่อยากใส่ก็ไม่ต้องใส่
กฏข้อบังคับทั้งหลายควรตั้งขึ้นมา ควรมีที่มาแค่ ป้องกันไม่ให้คนทำชาวบ้านเดือดร้อน เท่านั้น และ เท่านั้น การออกกฏมา take away natural right โดย justify ว่าเป็นผลดีกับคนที่ถูกบังคับใช้ โดยไม่มี scientific evidence เนี่ยเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ถ้าจะทำ เอา control sample มา ดูว่านักเรียนตัดผมกับไม่ตัดผม เนี่ยอันไหนในอีกสิบปีแล้วทำผิดกฏหมายร้ายแรงมากกว่ากัน หรือ ใครฉลาด/โง่กว่ากัน หรือใครมีระเบียบ มีวินัยมากกว่ากัน เดามั่วนั่งเทียน effect เนี่ยมัน justify ไม่ได้กับการที่คุณจะ take away natrual right
ส่วนโรงเรียนเอกชนนั้น จะบังคับทรงผม ไม่บังคับก็เรื่องของเค้า แต่การเป็นโรงเรียนของรัฐเนี่ย ผมเชื่อว่าไม่มีสิทธิทำ เนื่องจากรัฐมีหน้าที่ให้การศึกษาอย่างเท่าเทียม (รัฐธรรมนูญซักข้อ) การเลือกที่จะปฏิเสธการให้การศึกษากับนักเรียนที่ต้องการรักษาสิทธิการมีทรงผมอะไรก็ได้ นั้นเป็นไปไม่ได้
แน่นอน คำแรกที่คุณจะเถียงคือ เดี๋ยวนักเรียนชายก็ทำผมทรงยาวเฟื้อยไม่ทำความสะอาด ผมไม่ห่วงหรอกอ่ะครับ เดี๋ยวเค้าก็หายบ้าไปเอง ดูอย่างนักเรียนในมหาลัยก็ได้อ่ะครับ ได้ออกจากคุกทรงผม ก็บ้าเป็นปกติ ผมยาว ไม่ตัด แต่พอหายบ้า ก็ตัดเป็นคนปกติไปเอา
ถ้าคุณอยากให้นักเรียนตัดผมจริง ๆ นะครับ คุณไม่มีสิทธิบังคับให้นักเรียนทุกคนตัดผมตามที่คุณอยากจะตัด แต่คุณมีสิทธิจะบอก ลูกหลาน/นักเรียนของคุณ ว่าทรงผมที่ไว้อยู่เนี่ยดูไม่หล่อ/สวยเลย ทรงนี้น่าจะหล่อ/สวยกว่าอีก โดนคนบอกไม่หล่อไม่สวยบ่อย ๆ เดี๋ยวก็ไปตัดเองอ่ะครับ เหตุผลเดียวกันอ่ะครับ กับที่ว่า คุณจะเชื่ออะไรจะแนะนำจะเสนอความคิดอะไรเนี่ยคงไม่มีใครว่า แต่คุณไม่มีสิทธิ์ การยัดเยียดความคิด การลงโทษคนที่ไม่เห็นด้วย
เลิกให้หมด กฏบ้า ๆ เนี่ย ถ้าเค้าไม่เลิกผมแนะนำนักเรียนให้ทำ http://en.wikipedia.org/wiki/Civil_disobedience ทุกคนรวมใจกันตัดผมตามใจ เค้าจะลงโทษก็ปล่อยเค้าไป แล้วคุณจะเล่าให้ลูกคุณฟังได้ว่า เป็นคุณเคยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง
Add comment May 2nd, 2008
ได้รู้เรื่องของคุณโชติศักดิ์ อ่อนสูงมานานพอสมควร ถ้าคนรู้จักผมพอสมควรว่าผม liberal/free thinker สุด ๆ ก็คงตอบได้ว่าผมยืน(ไม่ยืน)อยู่ฝั่งไหน
เรื่องคล้าย ๆ กันเคยเกิดขึ้นแล้วอ่ะครับ
http://en.wikipedia.org/wiki/Rosa_Parks
ไว้ว่าง ๆ จะเขียนยาว ๆ ตอนนี้ให้ไปอ่าน wikipedia เล่นก่อนละกันนะครับ
ขอบคุณคุณลุงที่ฟ้องคุณโชติศักดิ์ครับ แต่ไม่ใช่ด้วยเหตุผลเดียวกับที่คุณฟ้องคุณโชติศักดิ์ แต่เป็นเหตุผลที่คุณลุงจะทำให้วงจรอุบาทว์ของการabuse ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจัดการคนที่เราไม่ชอบหน้าจบลง
ผมว่าตอนคุณโชติศักดิ์ไม่ยืนก็แค่ขึ้เกียจคล้าย ๆ คุณ Rosa Parks อ่ะครับแต่พอโดนฟ้องก็นึกได้ว่ากูผิดอะไรวะ
และถ้าคุณถามผมว่า ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพควรมีอยู่หรือเปล่า ผมก็จะบอกว่าไม่ เหตุผลมีอยู่ว่า
คนที่เหมาะสมและสมควรจะมี กฏหมายนี้คุ้มครอง คือ คนที่จะไม่คิดจะใช้กฏหมายนี้
คนที่ไม่เหมาะสมและไม่สมควรที่จะมีกฏหมายนี้คุ้มครอง คือ คนที่คิดจะใช้กฏหมายนี้
แล้วจะมีทำไมล่ะ??
อันนี้ขอโทษนะครับ ผมไม่รู้ว่าจะเขียนอธิบายภาษาไทยว่าอะไร
It’s the absence not the presence of lèse majesté that will honor the king. This law is not for the King to use. It’s only for those of who want to squeeze their own belief in to other people’s mind’s satisfaction.
ลองภาษาไทยดู นั่นคือ
มันไม่ใช่การมีกฏหมายหมิ่นฯ ที่เป็นการแสดงความเคารพต่อในหลวง มันเป็นการไม่มีกฏหมายต่างหากที่เป็นการแสดงความเคารพในหลวงโดย ไม่ต้องมีเงื่อนไขไม่ต้องบังคับ กฏหมายหมิ่นมีประโยชน์แค่สนองตัณหาคนที่จะยัดความเชื่อตัวเองเข้าหัวคนอื่นต่างหาก ไม่ใช่การสนองพระประสงค์ หรือ เป็นการเทิดทูนในหลวงแต่อย่างไร ลองอ่านสามก๊กตอนเล่าปี่ ไปยึดเมืองป่า ๆ อะไรซักอย่างที่รบชนะแล้วก็ปล่อยแม่ทัพกลับไป หลายรอบ การชนะด้วยใจ ไม่ใช่การบังคับมันเท่กว่ากันขนาดไหน
คุ้น ๆ กับ Harry Potter ภาคแรกหรือเปล่าครับ กระจกที่ Dumbledore ทำไว้แล้วใส่ Socerer Stone เข้าไปแล้วเฉพาะคนที่ไม่อยากได้หินนั้นเท่านั้นที่จะเอาหินนั้นได้ ลองถามสิครับว่า แล้วหินนั้นจะมีทำบ้าอะไร เจ็บตัว Harry และเพื่อน ๆ อีก :s มีไว้รอวันที่เราประมาท Voldemort มาเอาไปทำประหลาด ๆ เท่านั้น
เอ..ถ้าผมจะไม่ยืนเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อเป็นการสรรเสริญว่าในหลวงท่านไม่เคยคิดจะ abuse lese majeste law เพื่อรังแกประชาชนที่ไม่ยืนระหว่างเพลงสรรเสริญพระบารมีล่ะ
หรือว่า ถ้าผมจะไม่ยืนเพลงชาติเพราะผมภูมิใจในประเทศของผม ที่ให้เสรีภาพในการไม่ต้องยืนตรงเคารพเพลงชาติล่ะ
แล้วถ้าผมบอกว่า การยืนนั้น เป็นการดูหมิ่น ในหลวงของผม ด้วยการกล่าวหาว่าถ้าไม่ยืนแล้วในหลวงจะใช้ lese majeste จับผมเข้าคุกล่ะ
หรือว่าถ้าผมบอกว่า การยืนนั้นเป็นการดูหมิ่น ประเทศไทย ว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนประชาชนอยู่ภายใต้การกดขี่บังคับให้เคารพสิ่งที่ผู้นำต้องการให้เคารพ
ปัญหานี้จริง ๆ เนี่ยผมว่าเป็นปัญหามาจากการสอนในโรงเรียนอ่ะครับ ที่ไม่เคยสอนเล้ย ให้เป็นผู้นำทางความคิด ให้คนหัดคิด มีปัญญาแค่ตามชาวบ้าน ทำตามที่ครูบอก ทำตามกฏที่โรงเรียนบังคับ ตัดผมตามที่เค้าอยากให้คุณตัด ใส่เสื้อไปโรงเรียนตามที่เค้าอยากให้คุณใส่ แล้วคิดแค่ว่าทำตาม ๆ เค้าไปเหอะจะได้ไม่มีปัญหา สอนให้เด็ก passive ต่อ idea ตั้งแต่เด็ก คิดเองไม่เป็น และดั๊นไม่เคยเจอกับคนที่คิดต่าง ไม่เคยเรียนรู้การรับฟังคนที่ความเห็นต่าง ก็เลยไม่รู้ว่าจะอยู่ในสังคมที่มีความเห็นต่างอย่างไร รู้แค่ว่าอะไรที่ใครคิดไม่เหมือนกูผิดหมด เลวหมด
และพูดต่ออีกนั่นคือ เหตุผลที่ม็อป สนธิ ม็อป นปก และ อีกหลาย ๆ ม็อบที่มี Joiners มากกว่า Thinkers เกิดขึ้น มีให้คิดหลายที่นั่นคือ เหตุผลที่เกิดขึ้นคือ คิดเองไม่เป็น ต้องให้ชาวบ้านคิดมาบอกแล้วเชื่อ ในสังคมที่ทุกคนมีความคิดเป็นของตัวเองการโน้มน้าวคนหมู่มากแบบนี้เป็นไปไม่ได้แน่นอน และเหตุผลที่เรื่องบานปลาย ขนาดนี้ก็เพราะว่า โดนโน้มน้าวเสร็จแล้วดันอยู่กับคนที่เห็นต่างไม่เป็นอีก ตีกันให้ตายไปข้างนึง
เรื่องว่าคุณโชติศักดิ์ นั้นจะติดคุกแล้วได้รับ pardon หรือเปล่านั้น ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า กฏหมายที่ subject ต่อการ abuse ขนาดนี้ และไม่เคยมี usage อื่นนอกจากการ abuse ด้วยคนที่กฏหมายข้อนี้ไม่ได้ถูกเขียนมาเพื่อ หรือ การสนองตัณหาเพื่อจัดการคนที่ทำอะไรรกลูกหูลูกตาเรา ควรจะถูกแก้หรือยกเลิกได้แล้วหรือยัง แต่…จะมีนักการเมืองคนไหนมีอุดมการณ์พอที่จะ Do the right thing โดยที่ไม่สน consequence แล้วหรือยัง
ถ้าถามผมว่าคุณโชติศักดิ์ผิดกฏหมายที่มีอยู่ปัจจุบันหรือเปล่าหรือเปล่านั้น ผมว่า….ไม่ผิดครับมีสองประเด็นอยู่นั้นคือ การไม่แสดงความเคารพนั้นเป็นการดูหมิ่นหรือไม่ และมีรัฐธรรมนูญมาตรา 28 ช่วยชีวิตอยู่อ่ะครับ
ขอประเด็นบิดกฏหมายก่อน นั่นคือ การบอกว่าการไม่แสดงความเคารพเป็นการดูหมิ่น ที่หลาย ๆ คนพยายามจะให้มันหมายความอย่างนั้น
ผมก็เลยลองนึกประเด็นเทียบเคียง ว่าเด็กเดินผ่านคุณครู ศีลธรรมอันดีของคนไทย ก็จะบอกว่า ไหว้ครู โค้งผ่านครูด้วยนะจ้ะ และถ้าเทียบในคดีนี้ว่าให้ตีความที่คนจะเอาผิดพยายามจะตีความว่าการไม่แสดงความเคารพเป็นการดูหมิ่น แถมให้ด้วยว่า มีเพื่อนเดินผ่านมาสะกิดว่า เฮ้ยตะกี้แกไม่ได้สวัสดีครูนะ แต่ก็ไม่ไหว้อยู่ดี ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลว่างอนครู ไม่ชอบหน้าครู หรือ แค่ขี้เกียจ แปลว่าเราดูหมิ่นคุณครูอยู่หรือเปล่า ถ้าครูฟ้องหมิ่นประมาทล่ะ เราจะอ้างมาตรา 28 ได้หรือเปล่า
หรือเวลาพระเดินผ่าน ประเพณีอันดีของคนไทยที่ 80%+ เป็นชาวพุทธก็จะบอกว่า ไหว้พระนะ แต่ถ้าเราไม่นับถือศาสนาพุทธล่ะ เราดูหม่ินพระอยู่หรือเปล่า (ผมไม่ค่อยมีศาสนาเท่าไหร่ ผมแค่ being nice to people)
จะเห็นว่า การบิดเบือนเจตนารมณ์ เอาคำว่าการดูหมิ่นมาใช้ครอบจักรวาลเนี่ยมันทุเรศขนาดไหน การดูหมิ่นนั้นต้องเป็นการแสดงออกที่เห็นได้ชัดว่าดูหมิ่นไม่ใช่แค่การไม่แสดงความรพ มิใช่การด่าในใจ เพราะฉะนั้นผมว่าชัดมาก ต่อให้คุณโชติศักดิ์บอกว่า ขึ้เกียจยืนเป็นเหตุผล ก็เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นแน่นอน เพราะการไม่แสดงความเคารพไม่ใช่การดูหม่ิน ต่อให้ในใจเค้าอาจจะนึกบ่นอยู่ว่าเอาเพลงอะไรมาให้ฟังหว่า ฟังไม่รู้เรื่องภาษาเก่าโบราณ melody ก็ไม่เพราะเสียเวลาเปลืองแอร์เปลืองไฟ ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เป็นการด่าในใจเฉย ๆ ไม่ได้ link กับการแสดงออกไม่ผิด (ผมว่าเพราะดีออก เวลาทำเป็น ochrestra ใน music video ก่อนหนังมา animation ก็สวยบรรเลงก็ดี) ถ้าจะให้ผิดหรอ ต้องไม่ยืนและพูดความคิดนั้นออกมาเป็นคำพูดด้วยและแสดงอย่างชัดเจนว่าการไม่ยืนและการไม่พูดนั้นเป็นการตั้งใจแสดงการดูหม่ิน และผู้ถูกรับการดูหมิ่นนั้นต้องเห็นด้วยว่าการกระทำนั้นเป็นการดูหมิ่น อย่างเช่นในกรณีนี้ ถ้าจะบอกว่า การไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญเป็นการดูหมิ่น เราควรไปถามในหลวงท่านด้วยว่าท่านเห็นว่าการไม่ยืนเพลงสรรเสริญนั้นเป็นการดูหมิ่นท่านหรือไม่ ถ้าท่านบอกว่าใช่ก็ค่อยพูดกัน ถ้าท่านบอกว่าไม่ใช่ก็ไม่ต้องพูดกัน ถ้าให้เดาก็คงรู้ว่าท่านจะตอบว่าอะไร แต่คงไม่มีใครไปถาม ก็ลองถามคนแถวบ้านเอาละกันว่า ถ้าคนบอกว่า theme song ตัวละครในทีวีไม่เพราะเนี่ย แปลว่าเค้าเกลียดตัวละครหรือเปล่า หรือถามตัวเองว่า เพลงชาติมาตอน 6 โมงในทีวีเนี่ย มีใครยืนมั่งครับ
มาดูที่รัฐธรรมนูญ
มาตรา ๒๘ บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้
ก่อนอื่น ก็ต้องเข้าใจคำว่าหรือก่อน คำว่า A หรือ B คือไม่ว่า A เป็นจริง หรือ B เป็นจริง A หรือ B ก็จะเป็นจริง มาตรานี้มีอยู่ 3 อันคือ ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพชาวบ้าน หรือ ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือ ไม่ขัดต่อศีลธรรม เพราะฉะนั้นใช้หลุดง่าย ๆ ได้ว่า 1 มันละเมิดสิทธิเสรีภาพชาวบ้านหรือเปล่า ตอบได้ชัดเจนแจ่มแจ้งว่า ไม่ เพราะฉั้น clause A หรือ B หรือ C เป็นจริง สิทธิการไม่ยืนของคุณโชติศักดิ์ สามารถใช้อ้างได้ คุณอาจจะบอกว่า แกเล่นคำนี่หว่า โกง แต่เค้าเขียนแบบนี้อ่ะ จะให้แปลไงอ่ะ
คุณก็อาจจะถามผมว่าแล้วมันขัดต่อศีลธรรมหรือเปล่า ผมไปหามาว่าศึลธรรมแปลว่าอะไร (http://rirs3.royin.go.th/word38/word-38-a2.asp)
ศีลธรรม ความประพฤติที่ดีที่ชอบ, ศีลและธรรม, ธรรมในระดับศีล
ก็ต้องตีประเด็นว่า การไม่แสดงความเคารพต่อเพลงสรรเสริญพระบารมีด้วยการยืน เนี่ยเป็นการขัดต่อความประพฤติที่ชอบของประชาชนหรือเปล่า ก็ต้องถามอีกว่า ขัด แปลว่าอะไร ไปดูพจนานุกรมไม่ค่อยได้เรื่อง ถ้าคุณเอาการใช้ในทำนองเดียวกันมาเทียบดีกว่า กฏข้อ A ขัดกับกฏข้อ B แปลว่า กฏข้อ A และ กฏข้อ B จะเป็น true ทั้งคู่ไม่ได้ แต่ว่าอันนี้ assume dichotomy นิดหน่อย ความประพฤติที่ชอบของประชาชนนี่ไม่ใช่ dichotomy แน่นอน ถ้า interpolate ความหมายล่ะ ว่าสมมติว่า ความประพฤติที่ชอบของประชาชนคือ ยืนขึ้น แล้วการไม่ยืนขึ้นเป็นการขัดหรือไม่ มันก็จะกลับไปที่คำถามเดิมว่า…ไม่ทำ คือ ไม่_ทำ หรือเปล่า ตอบว่าบอกไม่ได้เนื่องจาก มันไม่ใช่ dichotomy เหมือนเทียบง่าย ๆ กับสามคำว่า รัก เฉย ๆ กับ เกลียด ถามว่า ไม่รัก คือ เกลียด หรือเปล่า ก็บอกไม่ได้ หรือว่า ไม่รักคือเฉย ๆ หว่า…. เพราะฉะนั้นถ้าถามผม clause นี้ไม่ make sense ด้วยซ้ำ มันให้ตีความตามใจคนที่อยากจะบิดมันอ่ะครับ ผมก็ขอไม่พูดถึงละกัน ไม่งั้น liberal view ของผมจะ bias มัน
แต่อยากจะย้ำอีกทีว่า โชติศักดิ์ติดคุกหรือเปล่า ไม่สำคัญ สำคัญที่ว่า การปู้ยี้ปู้ยำกฏหมาย สนองตัณหาตัวเองแบบนี้จะหมดไปได้หรือยัง
ศาลครับกรุณาตัดสินด้วยสมอง(ถ้ามี) อย่าใช้ common sense อย่าตัดสินแบบถูกกดดันทั้งข้างบนข้างล่างนะครับ ตัดสินโดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่มีหน้าที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพของเราและลูกหลานเรา(อันนี้มีให้พูดอีก ว่าเราเขียนรัฐธรรมนูญกี่ทีก็คิดแค่ใช้ในสมัยเรา ไม่เคยคิดไกล ใส่มาตรา ประหลาด ๆ เข้ามาได้ ต่างจากรัฐธรรมนูญที่ผมว่า design ด้วยวิสัยทัศน์เท่มาก the original bill of rights) เห็นตัดสินคดีสำคัญ ๆ ตามกระแสบ่อย ๆ หมู่นี้แล้วเป็นห่วง อย่าแปลมั่วแบบคราวใช้ retroactive law อีกนะ
แถมให้ครับ http://www.parliament.go.th/news/news_detail.php?prid=2978
1 comment May 2nd, 2008
ก็เลยเอา clip จาก youtube อันนึงที่ผมชอบมาก ๆ ๆ ๆ มาให้ดูกันครับ
http://www.youtube.com/watch?v=NymRecFWgAs
…what if we burn the flag to celebrate our very freedom that let us burn the flag..
ถ้าเราจะเผาธงชาติเพื่อฉลองรัฐธรรมนูญที่ให้อิสรภาพเราขนาดที่เรามีสิทธิเผาธงชาติล่ะ
(ถ้าแปลตามตัวอักษรแล้วจะไม่ make sense ในภาษาไทยก็เลยเติมนิดหน่อย)
เพราะฉะนั้นผมจะทำอะไรคล้าย ๆ กันละกันนะครับ
![]()
รูปข้างบนนี้ผมยกให้เป็น public domain ครับผมไปเอา original มาจากใน wikipedia เนี่ยแหละ
จริง ๆ อยากทำอะไรแรงกว่านี้อีกนะ แต่ว่า…ขี้เกียจ ถ้าคุณขอให้ผมเอาภาพนี้ออกไป มันก็เท่ากับคุณขอให้ผมเอาเสรีภาพในการกระทำในขอบเขตที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนอย่างหนึ่งของคุณ ของผม ของลูกหลาน คุณและผม ออกไปด้วย
ไร้สาระทั้งคนฟ้องและคนที่ฟ้องกลับด้วย งี่เง่ามาก
Add comment April 30th, 2008
| M | T | W | T | F | S | S |
|---|---|---|---|---|---|---|
| « Jul | ||||||
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |